มองไทยในอนาคต!!!
ช่วงนี้มีนักวิชาการหลายท่านออกมาแสดงความเห็นต่างๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของไทย โดยเฉพาะในอนาคตที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากกำลังอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อหลายเหตุการณ์ รวมถึงกำลังจะก้าวข้ามผ่านขอบเวลาของปีด้วย ดังนั้น ทัศนะที่เกี่ยวกับประเทศไทย จึงออกมาในหลากหลายรูปแบบ จึงได้ทำการวิเคราะห์หลากหลายแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศไทยในอนาคตกันในวันนี้ครับ
โดยเริ่มจากสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของสังคมแห่งผู้อาวุโส หรือ Aging Society ซึ่งจากสถิติทางด้านประชากรศาสตร์ของบ้านเรา บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าสัดส่วนของผู้อาวุโสที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปสูงขึ้นมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ทำให้เกิดภาระในการดูแลของประชากรวัยทำงานมีมากขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งคนดูแลผู้สูงวัยหนึ่งคน เป็นดูแลหลายๆ คน ในเวลาเดียวกันแล้ว ประเทศชาติจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างเร่งด่วนด้วย
เนื่องจากคนสูงอายุนั้น ค่าใช้จ่ายที่สำคัญที่สุด คือ ค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นทุกวัน โดยหากพิจารณาจากค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขของประเทศ จะพบว่าขยับอย่างรวดเร็วเพียงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากรูปการยังเป็นแบบนี้ รัฐบาลคงไม่สามารถรับภาระดูแลเองได้ทั้งหมด จึงต้องมีการกำหนดมาตรการหลายอย่าง เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว
เริ่มจากต้องมีการกระตุ้นการออมของกลุ่มคนวัยทำงาน ที่จะกลายเป็นผู้สูงวัยในอนาคต เพื่อจะได้สามารถดูแลตนเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันก็มีกลไกด้านการประกันสังคม ซึ่งก็ถือว่าแบ่งเบาภาระไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่ายังมีกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบประกันสังคมนี้ โดยเฉพาะบุคลากรในภาคเกษตรที่ถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
จึงเริ่มไอเดียในการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ ที่จะทำให้บุคคลที่อยู่นอกระบบประกันสังคม สามารถเข้ามาร่วมออมผ่านกลไกนี้ได้ และนำไปลงทุนให้ออกดอกออกผล สำหรับไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินในอนาคตต่อไป โดยคนเหล่านี้ จะมีการออมส่วนหนึ่งและรัฐบาลสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นแรงจูงใจและกระตุ้นให้เกิดการออม อันจะเป็นหลักประกันของคนกลุ่มนี้ในระยะยาวได้
หรือแม้แต่การรวมตัวร่วมแรงร่วมใจกันในระดับชุมชน ที่อาจจะมีการร่วมกันจัดตั้งกลุ่มทุนเล็กๆ ในลักษณะ Micro Banking สำหรับแต่ละชุมชน เพื่อให้บริการทางการเงินแก่ชุมชนนั้นๆ และช่วยให้ประชาชนรากหญ้าเข้าถึงแหล่งทุนได้ดียิ่งขึ้น อันจะช่วยลดปัญหาหนี้นอกระบบที่กำลังคุกคามประชาชนที่ขาดโอกาสเหล่านี้อย่างรุนแรง
ที่จริงแล้ว กลไกทางด้านสหกรณ์ที่เรามีอยู่ทุกหัวระแหง ก็สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางรองรับการดำเนินงานดังกล่าวได้ ซึ่งถือเป็นการรวมตัวช่วยเหลือกันอยู่แล้ว ซึ่งหากมีระบบการจัดการทางการเงินและสินเชื่อที่เป็นสากลเข้าไปดูแลเพิ่มประสิทธิภาพ น่าจะทำให้ปัญหาด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนบรรเทาเบาบางลงได้
นอกจากนี้ ในภาคการเกษตรที่ยังเป็นปัญหาเรื้อรังมาตลอด โดยประมาณ 40% ของประชากรไทยอยู่ในภาคเกษตร แต่สัดส่วนของจีดีพีภาคเกษตรกลับมีเพียงแค่ 8% เท่านั้น เรียกว่าต่ำมาก ไม่ถือเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม การกระจายความมั่งคั่งจึงไม่สมดุลเอาเสียเลย การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างจริงจัง ทั้งการพัฒนาระบบชลประทานแหล่งน้ำ การพัฒนากลไกตลาดที่มีประสิทธิภาพให้แก่เกษตรกร การถ่ายโอนความรู้เทคโนโลยีในภาคเกษตร การสร้างมูลค่าเพิ่มในผลผลิตทางการเกษตรของไทย ที่แท้จริงแล้ว มีคุณภาพสูง สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างดี หากได้รับการจัดการที่เหมาะสม
ซึ่งจากการเปรียบเทียบการพัฒนาภาคเกษตรของเรากับต่างประเทศที่ไปไกลกว่านั้น สิ่งที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งเลย ก็คือ การศึกษาที่เกษตรกรของเรายังขาดโอกาสทางด้านนี้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มของการพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่าง
อาทิเช่น เกษตรกรชาวญี่ปุ่นมีทักษะแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง ไม่เพาะปลูกแต่ผลิตผลที่ซ้ำๆ กันตลอดเวลา ทำให้เกิดการล้นตลาดราคาตกจนซ้ำซากอยู่เสมอๆ หรือขาดแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจน ต้องรอคอยแต่ความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งก็ไม่ทันกาล หรือไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่ตนเองอยู่ เป็นต้น
ซึ่งแน่นอนว่า การสร้างโอกาสทั้งการศึกษาและการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร ถือเป็นมาตรการที่ทุกรัฐบาลต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีทางเห็นผลในเวลาไม่กี่ปีครับ แต่อาศัยเป็นหลายๆ ทศวรรษ หรือหลายๆ เจเนอเรชั่นกันทีเดียว
ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามและถือว่าเป็นวิกฤติขณะนี้ คือ ด้านอุตสาหกรรมที่ถือว่าเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของจีดีพี คือ ประมาณ 40% ทีเดียว แต่ในปัจจุบันกำลังเกิดภาวะชะงักงันกับวิกฤติมาบตาพุด ที่ฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและเทศอย่างแรง ถึงกับสั่นคลอนเป้าหมายในการส่งเสริมการลงทุนของทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญ ที่รัฐบาลต้องเข้ามาสะสางอย่างรวดเร็ว ให้เรื่องสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม คงต้องมีการผลักดัน พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม กันอย่างยิ่งยวดทีเดียว
ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบคมนาคมโลจิสติกส์ ต้องมีการพัฒนากันอย่างเร่งด่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการขนส่งภายในประเทศ สามารถรับมือกับวิกฤติต้นทุนพลังงานได้เป็นอย่างดี โดยนอกจากระบบขนส่งมวลชนในเมืองใหญ่ อย่างรถไฟสารพัดสายที่กำลังเร่งรัดการลงทุนกันแล้ว
และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่า คือ การพัฒนาเครือข่ายการขนส่งระบบราง สำหรับทั้งคนและสินค้าทั่วประเทศ ซึ่งในบ้านเรานั้น พึ่งพาการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุก รถยนต์กันมากเกินกว่าประเทศอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงกว่ามาก ทั้งยังไม่สะดวก ควบคุมทิศทางเวลาได้ยาก ไม่เหมือนกับการขนส่งโดยระบบราง ที่ปกติแล้ว มีความปลอดภัยสูงกว่า ตรงเวลา ถึงที่หมายแน่นอน และต้นทุนต่อสินค้าต่ำกว่าขนส่งโดยรถยนต์มาก ดังนั้น การพัฒนารถไฟจึงเป็นเอเจนดาเร่งด่วนที่ต้องหยิบมาพิจารณากันอย่างจริงจังแล้ว
แน่นอนครับว่า อนาคตของชาติไทยคงไม่ได้อยู่ในมือของแค่คนใดคนหนึ่ง หรืออยู่ในกำมือรัฐบาลเท่านั้น ทุกภาคส่วน ทุกคน คงต้องช่วยกันอย่างเต็มที่ เพื่อรับมือปัญหาในสังคมที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งคงต้องยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางทัศนคติและความคิดของแต่ละคน แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น ทุกคนต้องอยู่ในกฎกติกา และระเบียบที่คนหมู่มากของสังคมวางไว้ ยอมรับในความต่าง มองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ จึงจะนำพาชาติให้ก้าวไกลต่อไปในอนาคตครับ
ที่มา : รศ.ดร. ธีรยุส วัฒนาศุภโชค กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
คำถาม
1.คนสูงอายุ ค่าใช้จ่ายที่สำคัญที่สุดคืออะไร
2.บุคคลในภาคใดไม่ได้เข้าสู่ระบบประกันสังคมและถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
3.ในประเทศเรา พึ่งพาการขนส่งสินค้าโดยอะไร มากเกินกว่าประเทศอื่นๆ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสูงมาก
คำตอบ
ตอบลบ1.ค่ารักษาพยาบาล
2.ภาคเกษตร
3.รภบรรทุก รถยนต์
น.ส วันวิษา เหล็งปก 5002100333
คำตอบ
ตอบลบ1.ค่ารักษาพยาบาล
2.ภาคเกษตร
3.รภบรรทุก รถยนต์
โดย นางสาว สุภารัตน์ ฐิติโภคา เลขทะเบียน 4902100682
คำตอบ คือ
ตอบลบข้อ 1. ค่ารักษาพยาบาล
ข้อ 2. ภาคเกษตร
ข้อ 3. รถบรรทุก รถยนต์
ชื่อ นางสาว อัจฉรา เฉลยสุข เลขทะเบียน 4901208051
ตอบ
ตอบลบ1.ค่ารักษาพยาบาล
2.ภาคเกษตร
3.รภบรรทุก รถยนต์
นางสาวธารารัชน์ เกษตรธรรม ID 4902100142