วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แบงก์ชาติหวั่นปัญหาการเมืองทำเศรษฐกิจดิ่งเหว

เสนอบทความโดย...น.ส.สิริพักตร์ จั่นเพชร
เลขทะเบียน 4902100327

ธปท.รายงาน ตัวเลขเศรษฐกิจกลุ่มจี3 สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น มีทิศทางดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจยังต้องเผชิญปัญหาภายนอกและการเมืองในประเทศที่ยังไม่นิ่งดัน เร่งแก้ปัญหามาบตาพุดให้ชัดเจน เบิกจ่ายงบตามแผนและลงทุนโครงการที่เป็นประโยชน์..

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายหลังร่วมประชุม ครม.เศรษฐกิจ (คณะเล็ก) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าธปท.ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจในกลุ่ม จี 3 ได้แก่ สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ให้ที่ประชุมรับทราบ ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจเอเซียดีขึ้น โดยขยายตัว 4.7% เนื่องจากมีสัญญาณหลายอย่างดีขึ้น เช่น สหรัฐฯ มีการใช้จ่ายของประชาชนในประเทศดีขึ้น มีการปรับสินค้าคงคลังดีขึ้น ขณะที่การส่งออกขยายตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นตัวช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่ในส่วนของสถาบันการเงินยังมีสถานการณ์ที่ไม่ดี เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อให้กับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูง ทำให้ต้องชะลอการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจ ทำให้ภาคธุรกิจเดินหน้าได้ไม่เต็มที่ เศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

ส่วนประเทศยุโรป มีเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของปี 52 ซึ่งถือเป็นไตรมาสแรกที่เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าแล้วขยายตัวเป็นบวก แต่มีปัญหาการว่างงานที่ยังสูงอยู่และมีปัญหาภาระหนี้ ขณะที่ญี่ปุ่นยังมีปัญหาเรื่องเงินฝืดและมีปัญหาหนี้สาธารณะสูง ล่าสุด บริษัทจัดอันดับสแตนดาร์ด แอนด์พัวร์ หรือเอสแอนด์พี ได้ปรับมุมมองประเทศญี่ปุ่นจากปกติ (สเตเบิ้ล) เป็นติดลบ(เนกาทีฟ) ซึ่งโดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังเหมือนเดิมคือฟื้นตัวต่อเนื่องแต่การขับเคลื่อน ยังมีปัญหาอยู่

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวด้วยว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 52 คาดว่าติดลบที่ 2.7% ส่วนปี 53 ยังประมาณการณ์ไว้เหมือนเดิม คือที่ 3.3%-5.3% ซึ่งยังเป็นอัตราที่กว้างเพราะยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากเศรษฐกิจภายนอกและในประเทศ โดยปัจจัยภายนอกที่สำคัญ คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวต่อเนื่องและยั่งยืนหรือไม่ ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังมีปัญหาทางการ เมืองที่ต้องทำให้นิ่ง พร้อมทั้งต้องแก้ไขปัญหามาบตาพุดให้ชัดเจนโดยเร็ว ขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณต้องให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ.

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/eco/62836

คำถาม

1.ตัวเลขเศรษฐกิจกลุ่มจี3 มีประเทศอะไรบ้าง

2.กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจเอเซียดีขึ้น โดยขยายตัวกี่เปอร์เซ็นต์

3.เศรษฐกิจไทยในปี 52 คาดว่าติดลบที่เท่าไหร่

ร่วง49เหรียญ ทองดิ่งเหว ดอลลาร์แข็งค่า

เสนอบทความโดย...น.ส.ดารารัตน์ สุขแก้ว
เลขทะเบียน 4902100355

สัญญา ทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนัก จากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องทำให้นักลงทุนทุบขาย สัญญาทองคำ ส่งผลให้สัญญาทองคำดิ่งลงมากกว่า 4% และสัญญาโลหะเงินร่วงลงกว่า 5%

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิดที่ 1,063.00 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ดิ่งลง 49.00 ดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,112-1,059 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะ ที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค.ปิดที่ 15.35 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ลดลง 96.70 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนมี.ค.ดิ่งลง 9.45 เซนต์ ปิดที่ 2.879 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปอนด์

ส่วนสัญญาพลาตินัมเดือนเม.ย.ปิดที่ 1,515.30 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ร่วงลง 60.90 ดอลลาร์สหรัฐฯ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนมี.ค.ปิดที่ 408.40 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ลดลง 28.40 ดอลลาร์สหรัฐฯ

นักวิเคราะห์จากบริษัท Prospector Asset Management ในมลรัฐอิลลินอยส์กล่าวว่า นักลงทุนกระหน่ำขายสัญญาทองคำต่อเนื่องจากวันพุธ หลังจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯพุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ เนื่องจากปัญหาหนี้สาธารณะและยอดขาดดุลที่เพิ่มขึ้นในประเทศกรีซ สเปน และโปรตุเกส ส่งผลให้นักลงทุนกระหน่ำขายสกุลเงินยูโรและแห่ซื้อดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยง ความเสี่ยง

นอกจากนี้ นักลงทุนยังเทขายสัญญาทองคำเพื่อชดเชยการขาดทุนในตลาดอื่นๆ รวมถึงตลาดหุ้น โดยดัชนี MSCI World Index เป็นดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นใน 23 ประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกร่วงลงหนักสุดในรอบ 6 เดือน อันเนื่องมาจากความกังวลที่ว่าหลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะกรีซ จะไม่สามารถจัดการกับปัญหาหนี้สาธารณะและยอดขาดดุลงบประมา

ทั้งนี้ เวลา 09.22 น. ราคาทองคำ 96.5% รับซื้อ 16,700 บาท ขายออก 16,800 บาท และราคาทองรูปพรรณ รับซื้อ 16,463.76 บาท ขายออก 17,200 บาท

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/eco/63161

คำถาม

1.สัญญาทองคำ ส่งผลให้สัญญาทองคำดิ่งลงมากกว่ากี่เปอร์เซ็นต์

2.สัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนมี.ค.ดิ่งลง 9.45 เซนต์ ปิดที่

3.ดัชนี MSCI World Index เป็นดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นในกี่ประเทศ

เจโทรเตือนไทย เสียโอกาส มาบตาพุดทำเจ๊ง

เสนอบทความโดย...น.ส.วรรณา ใจงาม
เลขทะเบียน 4902100338


ประธาน เจโทร ยกผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในไทย ระบุปัญหามาบตาพุดผลกระทบแรงกว่า ปิดสนามบิน วอน "มาร์ค" ทำแผนให้ชัดเจน ก่อนไทยเสียโอกาสดูดเงินลงทุนต่างประเทศ...

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. นายมูเนโนริ ยามาดะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น กรุงเทพฯ (เจโทร กรุงเทพฯ) กล่าวถึงผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งแรกปี 53 จากการสำรวจบริษัทสมาชิกหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ จำนวน 1,296 บริษัท ในเดือน พ.ย. 52 ว่า การสำรวจความกังวลในเรื่องผลกระทบจากปัญหามาบตาพุดต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ภายหลังจากคำตัดสินของศาล พบว่า 32% กังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งทางตรง ทางอ้อม และอาจมีการทบทวนแผนการลงทุนใหม่ ขณะที่อีก 68% ไม่ทราบ ซึ่งอาจเป็นอุตสาหกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในมาบตาพุด เช่น บริษัทการค้า การค้าปลีก การขนส่งและการสื่อสาร

ประธานเจโทร กรุงเทพฯ กล่าวว่า การสำรวจครั้งนี้จัดทำขึ้นในเดือน พ.ย.52 ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งระงับโครงการในมาบตาพุด ที่ขณะนั้น ความสนใจเกี่ยวกับมาบตาพุดยังมีน้อย ปัญหามาบตาพุด นักธุรกิจญี่ปุ่นกังวลมากที่สุด ซึ่งผลกระทบรุนแรงมากกว่าปัญหาการเมืองภายใน และการปิดสนามบิน โครงการที่ถูกระงับดำเนินการต่อ มีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบมากมาย หากเดินเครื่องผลิตไม่ได้ รายได้ขาดหายไป หากรัฐบาลไทยยังไม่มีแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน โครงการเหล่านี้อาจล้มละลายได้ โดยความเสียหายเหล่านี้ บริษัทญี่ปุ่นจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทยหรือไม่ เป็นเรื่องที่แต่ละโครงการจะพิจารณา

ทั้งนี้ นายมูเนโนริ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการใน 3 เรื่องอย่างเร่งด่วน คือ 1. ขอให้รัฐบาลไทยชี้แจงแนวทางการแก้ปัญหามาบตามพุดโดยตรงกับนักลงทุนญี่ปุ่น 2. ขอให้รัฐบาลไทยกำหนดแผนการแก้ปัญหา และระยะเวลาดำเนินการให้ชัดเจน โดยเฉพาะการกำหนดให้อุตสาหกรรมประเภทใดจะต้องรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และผลกระทบด้านสุขภาพ และ 3. ขอให้ทั้ง 3 สถาบันของไทย ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ร่วมกันออกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหา และผลักดันให้กฎหมายมีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด

ส่วนผลสำรวจแนวโน้ม ธุรกิจช่วงครึ่งแรกของปี 2553 พบว่า บริษัทที่ตอบว่าสภาพธุรกิจจะดีขึ้นเท่ากับ 52% โดยลดลงจาก 64% ในการสำรวจสภาพธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 52 ส่วนที่ตอบว่าแย่ลง มี 12% ลดลงจาก 19% แสดงถึงการปรับตัวที่ดีขึ้นของสภาพธุรกิจ แม้จะยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ส่วนการสำรวจยอดขายนั้น 73% ตอบว่ายอดขายรวมในปี 53 จะเพิ่มขึ้น จากการสำรวจครั้งก่อนหน้า ที่ตอบเพิ่มขึ้นเพียง 22% แต่ที่ตอบว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% มีถึง 11% ชี้ให้เห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไม่เร็วตามคาด ขณะที่การสำรวจด้านกำไร/ขาดทุนก่อนหักภาษีนั้น 85% ตอบว่าจะมีกำไร แต่ 53% ตอบว่า มีกำไรเพิ่มขึ้น ส่วนอีก 19% ตอบมีกำไรลดลง ชี้ให้เห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่เท่าระดับเดิมก่อนจะทรุดตัว

สำหรับทิศ ทางของแผน และการพัฒนาทางธุรกิจนั้น 48% ระบุจะขยายธุรกิจในไทย และไม่ย้ายฐานไปที่อื่น 44% ระบุขยายธุรกิจในไทยให้มากขึ้นโดยเชื่อมโยงแผนการพัฒนาธุรกิจของญี่ปุ่นใน ต่างประเทศ 26% ตอบมุ่งเน้นทำธุรกิจอาเซียน อีก 14% ตอบมุ่งเน้นทำธุรกิจในอินเดีย ส่วนผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ส่วนใหญ่ได้รับผลดีทั้งทางตรง และทางอ้อมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอื่น (เช่น สหรัฐฯ ยุโรป) มากกว่ามาตรการกระตุ้นของไทย และญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ต้องการให้รัฐบาลไทยพัฒนา และปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวกับศุลกากร พัฒนาและปรับเปลี่ยนการใช้งานของระบบภาษี

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/eco/63228

คำถาม

1.ประธาน เจโทร ยกผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในไทย ระบุปัญหามาบตาพุดผลกระทบแรงกว่าปัญหาอะไร

2.ประธานเจโทร กรุงเทพฯ กล่าวว่า การสำรวจครั้งนี้จัดทำขึ้นในเดือนอะไร

3.นายมูเนโนริ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการใน 3 เรื่องอย่างเร่งด่วน คือ

ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้ากวาดลูกค้าใหม่ 2 ล้านรายในปี53

เสนอบทความโดย...น.ส.สิริพักตร์ จั่นเพชร
เลขทะเบียน 4902100327


ธนาคาร กสิกรไทยรุกหนัก ปีนี้ตั้งเป้ากวาดลูกค้าบุคคลใหม่ 2 ล้านราย หวังสินเชื่อรายย่อยเพิ่ม 15% พร้อมดันยอดรายได้ค่าธรรมเนียมโตอีก 36% พร้อมทุ่มงบปีละกว่า 200 ล้าน พัฒนาคน

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาธนาคารได้ขยายเครือข่ายสาขาให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและ พัฒนาคุณภาพบริการให้ความพึงพอใจของลูกค้าอยู่ที่ระดับ 88% ซึ่งเป็นแนวหน้าของมาตรฐานโลก สำหรับในปี 2553 ธนาคารให้ความสำคัญในการขยายฐานลูกค้าบุคคลใหม่เพิ่มอีก 2 ล้านราย จากฐานลูกค้าในปัจจุบันที่ 7.7 ล้านราย พร้อมตั้งเป้าสินเชื่อรายย่อยเติบโต 15% รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 36% พร้อมขึ้นเป็นธนาคารอันดับหนึ่งในใจลูกค้าต่อไป

รองกรรมการผู้ จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวต่อว่า ธนาคารเน้นพัฒนาการให้บริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า ซึ่งจะเริ่มจากโครงการ ฝากได้ทุกเรื่องกับ KBank” เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจและไว้วางใจในการ ฝากทุก ๆ เรื่องไว้กับเครือธนาคารกสิกรไทยประกอบด้วย ฝากดูแลทางการเงิน ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล จนถึงการให้คำแนะนำทางด้านการลงทุน ฝากอนาคตทางการเงิน เพื่อให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายในชีวิต โดยใช้เวลาไม่เกิน 40 นาที โดยผู้เชี่ยวชาญจากบริการ K-We Plan ฝากชี้ช่องทางรวยโดยใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ผ่านบริการ K-Money Map

นอก จากนี้ ยังรับฝากจัดการปัญหาทางด้านการเงิน โดยตอบโจทย์ทุกโจทย์ของลูกค้าทันที หรืออย่างช้าไม่เกิน 1 วัน พร้อมบริการถึงที่ผ่านบริการ KBank Delivery ทั้งเรื่องสินเชื่อ กองทุน และบริการวางแผนการเงิน ฝากให้เราดูแลธุรกิจ ตั้งแต่เริ่มต้นกิจการผ่านบริการ K-SME Start Up Solution ฝากหาข้อมูล ผ่านเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจและเครือข่าย K SME Knowledge และ K SME Care ฝากวางแผนการท่องเที่ยวด้วยบริการ kbeautifullife.com และฝากดูแลทุกเรื่องในบ้านด้วยบริการ K-Home Smiles Club ซึ่งทุกเรื่องสามารถฝากไว้ได้ที่บุคคลากรที่มีคุณภาพของเครือธนาคารกสิกร ไทยกว่า 10,000 คน ที่ผ่านการอบรมอย่างต่อเนื่องปีละมากกว่า 1 ล้านชั่วโมง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการครอบคลุมทุกด้าน

นายกฤษฎา กล่าวด้วยว่า เครือธนาคารกสิกรไทยมั่นใจว่า โครงการ ฝากได้ทุกเรื่องกับ KBank” จะ ช่วยให้ลูกค้าทั้งที่เป็นลูกค้าบุคคล และผู้ประกอบธุรกิจสัมผัสได้ในบริการแบบทุกคำถาม มีคำตอบ ทุกปัญหาแก้ไขได้ทันทีอย่างเป็นกันเอง และสร้างความประทับใจให้ลูกค้ามั่นใจและสบายใจจนฝากชีวิตทางการเงินไว้กับ บุคคลากรเครือธนาคารกสิกรไทย สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่เคยเข้ามาใช้บริการก็จะได้เห็นภาพของเครือธนาคาร กสิกรไทย ที่สะท้อนประสบการณ์จริงที่สาขาของธนาคาร ผ่านภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง ฝาก”.

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/eco/63422

คำถาม

1.ธนาคาร กสิกรไทยรุกหนัก ปีนี้ตั้งเป้ากวาดลูกค้าบุคคลใหม่ 2 ล้านราย หวังสินเชื่อ รายย่อยเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์

2.ธนาคารเน้นพัฒนาการให้บริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า ซึ่งจะเริ่มจากโครงการอะไร

3.ผู้เชี่ยวชาญจากบริการ K-We Plan ฝากชี้ช่องทางรวยโดยใช้เวลาไม่เกินกี่นาที

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

บทสรุปสำหรับนักเก็งกำไร

เสนอบทความโดย...น.ส.อนงค์พร รัชตธีรวัฒน์
เลขทะเบียน 4902100363

หลายคนอาจจะสับสนว่าจริงแล้ว การเล่นหุ้นเป็นการพนันหรือเปล่า เพราะมันสามารถทำกำไรหรือขาดทุนมหาศาล ได้ในพริบตา โดยเมื่อทุกคนได้สัมผัสการเล่นหุ้นแล้ว ก็จะรู้ว่าความโลภมักจะตามมาครอบงำเสมอ ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้ นักลงทุน ขาดสติและจะแปลงร่างเป็นนักพนันทันที นั่นก็คือ "เสียแล้วอยากเอาคืน ได้แล้วอยากได้อีก" ดังนั้นหากคุณจะเป็นผู้นึงที่อยู่รอดในเกมส์(ตลาดหุ้น) นี้คุณ จะต้องเรียนรู้ถืงความแตกต่างระหว่างนักเก็งกำไร(นักลงทุน)และนักพนัน

ความแตกต่างระหว่าง นักเก็งกำไร(นักลงทุน)และนักพนัน

นักเก็งกำไรต้องสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดี

รู้จัก Upside Gain and Downside Riskหรือเลือกลงทุน แบบ Low Risk and High Return ได้

ต้องรู้ว่าเมื่อใดควร Cut Loss และเมื่อใด ควร Let Profit Run”

โดยสรุปแล้วควรมีการวางแผน เฝ้าสังเกตการณ์ และการป้องกันความเสียหายด้วยการป้องกันต้นทุน

เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนนักเก็งกำไรระดับโลก อย่าง Jesse Livermore ก็มีการพูดถึงปรัญญาการเป็นนักลงทุน ที่ดีเลยทีเดียว ครับ เพราะเขาพูดถึงว่าหากคุณจะเป็น นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จ จะเป็นคนช่างสังเกต มีความจำและมีหัวทางคณิตศาสตร์ที่ดี นอกจากนี้ จะต้องไม่เสี่ยงโดยไร้เหตุผล หรือในสิ่งที่คาดหวังไม่ได้ โดยหากสิ่งที่คาดหวังไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เขาก็จะจดจำ และประเมินออกมาให้เป็นความน่าจะเป็น ถึงจะยอมเลือกเสี่ยงเมื่อประเมินความเสี่ยงได้

Wisdom of Jesse Livermore
“ Observation, experience, memory and mathematics. These are what the successful trader must depend on. He must not only observe accurately but remember at all times what he has observed. He cannot bet on the unreasonable or on the unexpected, however strong his personal convictions may be about man's unreasonableness or however certain he may feel that the unexpected happens very frequently. He must bet always on probabilities. That is, try to anticipate them. Years of practice at the game, of constant study, of always remembering, enable the trader to act on the instant when the unexpected happens as well as when the expected comes to pass. “

ดังนั้นหากจะลบจุดอ่อนต่างๆ คุณอาจจะต้องคิดพิจารณาว่าอะไร คือสิ่งที่ไม่ควรทำในการลงทุน

1. ลงทุนเกินตัว เช่น การเล่น Net settlement การกู้เงินมาเล่น หรือเงินที่ต้องใช้จ่ายในระยะสั้น เพราะจะทำให้คุณเกิดความกลัว และทำให้ตัดสินใจผิดพลาด

2. รอความแน่นอน การรอข่าวสารหรือสิ่งยืนยันที่ชัดเจน เช่นข่าวจาก นสพ.หรือรอให้ทุกคนเห็นด้วย บางครั้งก็ช้าไปเสียแล้ว

3. ยึดติดกับความฝันหรือตัวเลขของกำไร ทำให้คุณไม่กล้าที่จะขายหากหุ้นเปลี่ยนทิศทาง

4. คิดวาดฝันหรือจิตนาการขึ้นเอง

5. ไม่ทำตามแผนที่วางไว้

6. ไม่รู้ว่าจะหยุดขาดทุนเมื่อไหร่

7. มีความมั่นใจเกินไป

8. หลงใหลในหุ้น

ที่มา : http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=331251&Ntype=4

คำถาม

1.สิ่งใดทำให้ นักลงทุน ขาดสติและจะแปลงร่างเป็นนักพนันทันที

2.นักเก็งกำไรระดับโลก ที่พูดถึงปรัญญาการเป็นนักลงทุนมีชื่อว่าอะไร

3.นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จจะต้องเป็นคนอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มองไทยในอนาคต!!!

เสนอบทความโดย...น.ส.อนงค์พร รัชตธีรวัฒน์
เลขทะเบียน 4902100363

ช่วงนี้มีนักวิชาการหลายท่านออกมาแสดงความเห็นต่างๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของไทย โดยเฉพาะในอนาคตที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากกำลังอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อหลายเหตุการณ์ รวมถึงกำลังจะก้าวข้ามผ่านขอบเวลาของปีด้วย ดังนั้น ทัศนะที่เกี่ยวกับประเทศไทย จึงออกมาในหลากหลายรูปแบบ จึงได้ทำการวิเคราะห์หลากหลายแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศไทยในอนาคตกันในวันนี้ครับ

โดยเริ่มจากสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของสังคมแห่งผู้อาวุโส หรือ Aging Society ซึ่งจากสถิติทางด้านประชากรศาสตร์ของบ้านเรา บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าสัดส่วนของผู้อาวุโสที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปสูงขึ้นมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ทำให้เกิดภาระในการดูแลของประชากรวัยทำงานมีมากขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งคนดูแลผู้สูงวัยหนึ่งคน เป็นดูแลหลายๆ คน ในเวลาเดียวกันแล้ว ประเทศชาติจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างเร่งด่วนด้วย

เนื่องจากคนสูงอายุนั้น ค่าใช้จ่ายที่สำคัญที่สุด คือ ค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นทุกวัน โดยหากพิจารณาจากค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขของประเทศ จะพบว่าขยับอย่างรวดเร็วเพียงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากรูปการยังเป็นแบบนี้ รัฐบาลคงไม่สามารถรับภาระดูแลเองได้ทั้งหมด จึงต้องมีการกำหนดมาตรการหลายอย่าง เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว

เริ่มจากต้องมีการกระตุ้นการออมของกลุ่มคนวัยทำงาน ที่จะกลายเป็นผู้สูงวัยในอนาคต เพื่อจะได้สามารถดูแลตนเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันก็มีกลไกด้านการประกันสังคม ซึ่งก็ถือว่าแบ่งเบาภาระไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่ายังมีกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบประกันสังคมนี้ โดยเฉพาะบุคลากรในภาคเกษตรที่ถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

จึงเริ่มไอเดียในการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ ที่จะทำให้บุคคลที่อยู่นอกระบบประกันสังคม สามารถเข้ามาร่วมออมผ่านกลไกนี้ได้ และนำไปลงทุนให้ออกดอกออกผล สำหรับไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินในอนาคตต่อไป โดยคนเหล่านี้ จะมีการออมส่วนหนึ่งและรัฐบาลสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นแรงจูงใจและกระตุ้นให้เกิดการออม อันจะเป็นหลักประกันของคนกลุ่มนี้ในระยะยาวได้

หรือแม้แต่การรวมตัวร่วมแรงร่วมใจกันในระดับชุมชน ที่อาจจะมีการร่วมกันจัดตั้งกลุ่มทุนเล็กๆ ในลักษณะ Micro Banking สำหรับแต่ละชุมชน เพื่อให้บริการทางการเงินแก่ชุมชนนั้นๆ และช่วยให้ประชาชนรากหญ้าเข้าถึงแหล่งทุนได้ดียิ่งขึ้น อันจะช่วยลดปัญหาหนี้นอกระบบที่กำลังคุกคามประชาชนที่ขาดโอกาสเหล่านี้อย่างรุนแรง

ที่จริงแล้ว กลไกทางด้านสหกรณ์ที่เรามีอยู่ทุกหัวระแหง ก็สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางรองรับการดำเนินงานดังกล่าวได้ ซึ่งถือเป็นการรวมตัวช่วยเหลือกันอยู่แล้ว ซึ่งหากมีระบบการจัดการทางการเงินและสินเชื่อที่เป็นสากลเข้าไปดูแลเพิ่มประสิทธิภาพ น่าจะทำให้ปัญหาด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนบรรเทาเบาบางลงได้

นอกจากนี้ ในภาคการเกษตรที่ยังเป็นปัญหาเรื้อรังมาตลอด โดยประมาณ 40% ของประชากรไทยอยู่ในภาคเกษตร แต่สัดส่วนของจีดีพีภาคเกษตรกลับมีเพียงแค่ 8% เท่านั้น เรียกว่าต่ำมาก ไม่ถือเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม การกระจายความมั่งคั่งจึงไม่สมดุลเอาเสียเลย การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างจริงจัง ทั้งการพัฒนาระบบชลประทานแหล่งน้ำ การพัฒนากลไกตลาดที่มีประสิทธิภาพให้แก่เกษตรกร การถ่ายโอนความรู้เทคโนโลยีในภาคเกษตร การสร้างมูลค่าเพิ่มในผลผลิตทางการเกษตรของไทย ที่แท้จริงแล้ว มีคุณภาพสูง สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างดี หากได้รับการจัดการที่เหมาะสม

ซึ่งจากการเปรียบเทียบการพัฒนาภาคเกษตรของเรากับต่างประเทศที่ไปไกลกว่านั้น สิ่งที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งเลย ก็คือ การศึกษาที่เกษตรกรของเรายังขาดโอกาสทางด้านนี้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มของการพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่าง

อาทิเช่น เกษตรกรชาวญี่ปุ่นมีทักษะแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง ไม่เพาะปลูกแต่ผลิตผลที่ซ้ำๆ กันตลอดเวลา ทำให้เกิดการล้นตลาดราคาตกจนซ้ำซากอยู่เสมอๆ หรือขาดแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจน ต้องรอคอยแต่ความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งก็ไม่ทันกาล หรือไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่ตนเองอยู่ เป็นต้น

ซึ่งแน่นอนว่า การสร้างโอกาสทั้งการศึกษาและการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร ถือเป็นมาตรการที่ทุกรัฐบาลต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีทางเห็นผลในเวลาไม่กี่ปีครับ แต่อาศัยเป็นหลายๆ ทศวรรษ หรือหลายๆ เจเนอเรชั่นกันทีเดียว

ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามและถือว่าเป็นวิกฤติขณะนี้ คือ ด้านอุตสาหกรรมที่ถือว่าเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของจีดีพี คือ ประมาณ 40% ทีเดียว แต่ในปัจจุบันกำลังเกิดภาวะชะงักงันกับวิกฤติมาบตาพุด ที่ฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและเทศอย่างแรง ถึงกับสั่นคลอนเป้าหมายในการส่งเสริมการลงทุนของทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญ ที่รัฐบาลต้องเข้ามาสะสางอย่างรวดเร็ว ให้เรื่องสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม คงต้องมีการผลักดัน พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม กันอย่างยิ่งยวดทีเดียว

ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบคมนาคมโลจิสติกส์ ต้องมีการพัฒนากันอย่างเร่งด่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการขนส่งภายในประเทศ สามารถรับมือกับวิกฤติต้นทุนพลังงานได้เป็นอย่างดี โดยนอกจากระบบขนส่งมวลชนในเมืองใหญ่ อย่างรถไฟสารพัดสายที่กำลังเร่งรัดการลงทุนกันแล้ว

และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่า คือ การพัฒนาเครือข่ายการขนส่งระบบราง สำหรับทั้งคนและสินค้าทั่วประเทศ ซึ่งในบ้านเรานั้น พึ่งพาการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุก รถยนต์กันมากเกินกว่าประเทศอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงกว่ามาก ทั้งยังไม่สะดวก ควบคุมทิศทางเวลาได้ยาก ไม่เหมือนกับการขนส่งโดยระบบราง ที่ปกติแล้ว มีความปลอดภัยสูงกว่า ตรงเวลา ถึงที่หมายแน่นอน และต้นทุนต่อสินค้าต่ำกว่าขนส่งโดยรถยนต์มาก ดังนั้น การพัฒนารถไฟจึงเป็นเอเจนดาเร่งด่วนที่ต้องหยิบมาพิจารณากันอย่างจริงจังแล้ว

แน่นอนครับว่า อนาคตของชาติไทยคงไม่ได้อยู่ในมือของแค่คนใดคนหนึ่ง หรืออยู่ในกำมือรัฐบาลเท่านั้น ทุกภาคส่วน ทุกคน คงต้องช่วยกันอย่างเต็มที่ เพื่อรับมือปัญหาในสังคมที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งคงต้องยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางทัศนคติและความคิดของแต่ละคน แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น ทุกคนต้องอยู่ในกฎกติกา และระเบียบที่คนหมู่มากของสังคมวางไว้ ยอมรับในความต่าง มองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ จึงจะนำพาชาติให้ก้าวไกลต่อไปในอนาคตครับ

ที่มา : รศ.ดร. ธีรยุส วัฒนาศุภโชค กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คำถาม

1.คนสูงอายุ ค่าใช้จ่ายที่สำคัญที่สุดคืออะไร

2.บุคคลในภาคใดไม่ได้เข้าสู่ระบบประกันสังคมและถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

3.ในประเทศเรา พึ่งพาการขนส่งสินค้าโดยอะไร มากเกินกว่าประเทศอื่นๆ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสูงมาก

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ดูไบเวิลด์ เลื่อนชำระหนี้ ฟองสบู่อสังหาฯแตกกระจุย

เสนอบทความโดย...นางสาวดารารัตน์ สุขแก้ว
เลขทะเบียน 4902100355
Pic_49490
บริษัทชั้นนำ 2 แห่งของดูไบ มีแผนเลื่อนการชำระหนี้จำนวนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เป็นมาตรการแรกในการปรับโครงสร้างดูไบเวิลด์ ...

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) แจ้งว่าบริษัทชั้นนำ 2 แห่งของดูไบ มีแผนเลื่อนการชำระหนี้จำนวนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เป็นมาตรการแรกในการปรับโครงสร้างดูไบเวิลด์ กลุ่มบริษัทที่เป็นผู้นำในการสนับสนุนให้เศรษฐกิจรัฐดูไบขยายตัวขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

โดยการประกาศเลื่อนการชำระหนี้อย่างกะทันหันของรัฐบาลดูไบครั้งนี้ ทำให้มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (
S&P) ซึ่งเป็น 2 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ของโลก ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับรัฐบาลดูไบ โดยมูดี้ส์ลดอันดับความน่าเชื่อถือของบางบริษัทลงสู่สถานะ "junk" หรือ "ขยะ" ขณะที่เอสแอนด์พีระบุว่า การที่รัฐบาลดูไบประกาศปรับโครงสร้างดูไบเวิลด์ อาจถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้ตามเกณฑ์ของเอสแอนด์พี

ทั้งนี้ บริษัทนาคีล ซึ่งเป็นบริษัทในเครือดูไบเวิลด์ แจ้งว่าดูไบเวิลด์มีหนี้สิน 59
,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนใหญ่จากหนี้สินทั้งหมดจำนวน 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯของรัฐบาลดูไบ นอกจากนี้ บริษัทนาคีล ซึ่งเป็นผู้พัฒนาย่านคฤหาสน์หรูหราบนหมู่เกาะเป็นรูปต้นปาล์มที่มีชื่อเสียงของดูไบ มีหุ้นกู้อิสลามในวงเงิน 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ และมีหนี้ตราสารหนี้ในวงเงิน 980 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 13 พ.ค.ปีหน้า ขณะที่บริษัทลิ-มิทเลส ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของดูไบเวิลด์อีกรายหนึ่ง มีหุ้นกู้ในวงเงิน 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 31 มี.ค.ปีหน้า

นักวิเคราะห์คาดว่าการสนับสนุนทางการเงินจากอาบูดาบี ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐของยูเออีเช่นเดียวกับรัฐดูไบนั้น จะทำให้เศรษฐกิจของดูไบสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่ดูไบมีแนวโน้มที่จะต้องล้มเลิกรูปแบบทางเศรษฐกิจที่หรูหราที่มุ่งความสนใจไปที่การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างชาติ ทั้งนี้ เศรษฐกิจดูไบได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ฟองสบู่ของเศรษฐกิจดูไบที่กำลังฟูเฟื่องมากว่า 6 ปี แตกลง จนทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เคยรุ่งเรืองของดูไบตกต่ำลง.
โดย..http://www.thairath.co.th/content/eco/49490ไทยรัฐออนไลน์

คำถาม..

1.สองบริษัทชั้นนำของดูไบมีชื่อว่าอะไรบ้าง

2 โดยมูดี้ส์ลดอันดับความน่าเชื่อถือของบางบริษัทลงสู่สถานะอะไร

3 ดูไบเวิลด์มีหนี้สินทั้งหมดเท่าไร